รู้หรือไม่ว่า บางครั้งหนุ่มออฟฟิศจีบเราเพราะเบื่อ

นอกจากต้องปรับตัวให้เข้ากับเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน แถมต้องเตรียมรับมือกับภาระการงานอันหนักหน่วง ปัญหาหนักอกอย่างหนึ่งของหนุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน หรือหนุ่มออฟฟิศหน้าใหม่ คือการแต่งตัว

จะแต่งตัวอย่างให้ดูน่าเชื่อถือ เหมาะสมกับกาลเทศะ เข้ากับหน้าที่การงาน และสร้างความประทับใจให้ผู้ที่พบเห็น สิ่งเหล่านี้ก็ยากพอตัวอยู่แล้ว แต่ที่ยากเข้าไปใหญ่ คือ แต่งตัวอย่างไรให้ดูเป็นหนุ่มออฟฟิศที่มีสไตล์และนำสมัย?

 

 

ไม่ต้องกังวลไป หรรษา ภัคกระนก ผู้จัดการแบรนด์  Dockers บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายเครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ Gentleman Look ว่า เป็นสไตล์การแต่งตัวที่เหมาะกับหนุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ซึ่งช่วยปรับบุคลิกให้ดูเป็น “หนุ่มออฟฟิศ” ที่เทรนดี้ สมาร์ท สุภาพ และมีสไตล์ 3 ไอเทมหลักของ Gentleman Look ประกอบด้วย

 

1. เสื้อ

เลือกเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีพื้นหรือลายทางที่มีคัตติ้งแบบ Slim Fit แล้วสวมทับด้วยเสื้อสูทคัตติ้งเนี้ยบๆ หรือจะเปลี่ยนมาเป็นสูททรงแจ็กเกตก็จะดูแคชชวล ส่วนเนคไทเลือกสีน้ำเงินหรือฟ้า เพราะเป็นแนวอบอุ่น หากทำงานในออฟฟิศที่ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าที่เป็นทางการมากนัก เสื้อคาร์ดิแกนโทนน้ำตาล เทาตัดกับสีของเสื้อยืดตัวใน ก็ช่วยได้

 

2. กางเกง

เลือกทรงของกางเกงที่กระชับ เพราะจะช่วยให้เคลื่อนไหวสะดวก เนื้อผ้าทนทาน สีสันทันสมัย โดยสีของกางเกงจะให้อารมณ์ที่ต่างกันไป เช่น กางเกงสีดำ ดูเรียบหรู หนักแน่น เข้าคู่กับเสื้อสีอ่อนและสีเข้ม, กางเกงสีกากี จับคู่กับเสื้อผ้าโทนสีอ่อน ดูสุภาพนุ่มลึก, กางเกงสีขาว คลาสสิค สุภาพเรียบร้อย ไปกันได้ดีกับทั้งเสื้อผ้าโทนสีเข้มและเสื้อผ้าสีพาสเทล ส่วน กางเกงสีเทาจับคู่กับเสื้อผ้าสีสดใส และสีโทนอ่อน ก็เท่ไม่หยอก

 

3. รองเท้า

ถ้าอยากได้รองเท้าที่เข้ากับเครื่องแต่งกายทุกรูปแบบ เลือกรองเท้าหนังสีน้ำตาล หากหลังเลิกงานมีนัดไปปาร์ตี้ต่อ ใส่ใจกับรองเท้าสักนิด เลือกที่มีดีไซน์สักหน่อย เช่น รองเท้าทรงหัวแหลมหรือทรงหัวตัด

ทำอย่างไร เมื่อเบื่องานออฟฟิศสุดๆ อย่าเพิ่งคิดสั้นไปละ

ทำอย่างไร…เบื่องานสุดๆ

 

ทำอย่างไร…เบื่องานสุดๆ

               

เคยไหม…ที่สุดแสนจะเซ็งกับงานเหลือเกินเบื่อหน่ายกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามาเอามากๆ

เอาเป็น ว่า…เช้ามาทำงานแค่เห็นประตูออฟฟิศก็เบื่อแล้ว ส่วนช่วงระหว่างวันเอาแต่นั่งซังกะตายไม่ยอมพูดยอมจากับใคร เพราะเอาไปสมองคิดแต่เรื่องร้ายๆ ที่รังแต่จะบั่นทอนกำลังใจตัวเองลงไปทุกที หากใครเป็นถึงขนาดนี้…นับว่าอาการเข้าขั้นโคม่าทีเดียว!

คงต้องรีบจัดการทำอะไรกับตัวเองสัก อย่างแล้วล่ะ ก่อนที่ความเบื่อหน่ายจะสะสมเพิ่มพูนจนหลายสิ่งหลายอย่างบานปลายออกไป เพราะถ้าปล่อยให้ถึงวันนั้น คุณอาจได้แต่พร่ำบ่นกับตัวเองว่า “สายไปซะแล้ว!”

สำหรับเรื่องที่ชอบคิดกันนักหนานั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องที่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น มองไปโต๊ะข้างๆ “ดูยายคนนั้นซิ…แค่ทำตัวเอ๋อไปวันๆ งานที่ทำก็ไม่หนักหนาและยุ่งเหยิง แต่ทำไมถึงได้แต่สิ่งดีๆ นะ” “ส่วนเธอ…งานไม่เห็นจะยาก แต่ทำไมเงินเดือนมากกว่าฉันล่ะ” สรุปว่า คือ วันๆ มองหาแต่เหยื่อ หากเป็นถึงขนาดนี้แล้วเมื่อไหร่เล่าอาการเซ็งไร้สาระจะหายไปเสียที

สาเหตุของความเบื่อที่ไร้ขอบเขตของคนทำงานนั้น

ส่วน ใหญ่มักเกิดจากเจ้านายเป็นอันดับหนึ่ง รองมาคือเพื่อนร่วมงาน ถัดมาคือลูกน้อง และข้อสุดท้ายคือเงินเดือน (น้อย แต่ใช้งานเกินคุ้ม)

ทั้งหมดเป็น สาเหตุของความเบื่อก็จริง แต่ไม่ใช่สาเหตุหลัก ทั้งนี้ทั้งนั้นอาการเซ็งสุดๆ อาจเกิดจากความคิดที่มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง และต้องการความสนใจจากเจ้านายมากเกินไป

ฉะนั้น…พยายามนึกถึงตัวเองเข้าไว้ สร้างความเชื่อมั่นให้มากๆ มองตัวเองอย่างมีคุณค่า จะทำให้คุณสนุกและอยากทำงานมากขึ้น

ก่อนที่คุณจะแก้ปัญหาแบบ short term คือ ลาอออกไป ลองกลับมานั่งคิดด้วยเหตุด้วยผล ศึกษาแต่ละจุด เพื่อทำความเข้าใจตัวเองให้ถ่องแท้กันก่อน อันดับแรกหัดสร้างคุณค่าให้ตนเองเสียก่อน

การให้คุณค่าตัวเอง

จะว่าไปแล้ว…คนเรานี้ก็แปลก ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ทำไมคนนั้นเก่งจัง ทำไมเขามีแต่ใครๆ ชื่นชม แต่เรากลับแย้…แย่ จนนึกเกลียดความไม่สวย ไม่รวย ไม่โก้ ไม่เด่น ไม่หรู ไม่เก่ง และไม่ได้ดังใจ

ถ้าไม่รู้จักหัดปลื้มตนเองและให้คุณค่าตนเองละก็ คุณจะกลายเป็นคนทุกข์ใจตลอดไปอย่าไม่จบสิ้น
ความ น้อยเนื้อต่ำใจในจุดด้อย ตัวนี้แหละที่คอยบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของคุณมากที่สุด บรรดาสิ่งดีๆ ที่คุณเห็นในตัวคนอื่นนั้นน่ะ…ลองหันกลับมามองตนเองสิ ใช่ว่าคุณจะไม่มีเสียเลย เพียงแต่คุณอาจจะไม่ได้นำมาใช้บ่อยเหมือนเขาเท่านั้นเอง 
                      

“ฉันเห็นความคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง ของเพื่อนร่วมงานฝ่ายเดียวกับฉัน ซึ่งทำให้เธอประสพความสำเร็จในการนัดหมายลูกค้า ทำให้การเจรจาทำสัญญาสำคัญต่างๆ ของบริษัทสำเร็จบ่อยครั้ง นั่นเพราะเธอเข้าหาลูกค้าถึงออฟฟิศเลยทีเดียว ผิดกับฉันที่ชอบนัดเจรจาในห้องประชุมออฟฟิศตัวเอง กว่าจะนัดได้แต่ละครั้งก็ใช้เวลาไม่น้อย แต่ฉันไม่ได้ท้อแท้นะ เพราะเมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว…เอาใหม่ ฉันลุยหาลูกค้าทั้งหลายถึงออฟฟิศหมดทุกคน ปรากฏว่าเดือนต่อมาฉันสามารถทำยอดขายทะลุเป้าให้กับบริษัท จนหัวหน้าเอ่ยปากชม” จิรวดี จิตตานุธรรม พนักงานฝ่ายการตลาดวัย 27 ปี ของบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง

ให้ผิดเป็นครู

เวลาคุณทำอะไรผิดพลาดอย่าไปฟูมฟายโทษ ตัวเองมากมายนัก คิดดูแล้วกัน…ยังมีคนอีกเยอะแยะที่ผิดพลาดมหันต์ยิ่งกว่าคุณ ใครๆ ก็ทำผิดกันได้ (อย่าบ่อยนัก) ทำอะไรทุกอย่างคิดเผื่อความล้มเหลวไว้บ้าง พยายามคิดให้มี Safe T-Cut ไว้ก่อน

ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงปรับปรุงตัวเอง

ต้องเปลี่ยนตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกจน ถึงรูปลักษณ์ภายใน “การตัดผมใหม่ ทำสีผมใหม่ แต่งหน้าแนวใหม่ ทำให้ชีวิตฉันมีชีวิตชีวา มองสิ่งรอบตัวอย่างท้าทายและสนุกสนานขึ้น” สุนีย์ วิทยากุล เลขานุการผู้บริหารของบริษัทธุรกิจนำเข้าชื่อดัง

อย่าลืมว่าคุณอยู่ที่นี่เพื่ออะไร

จำให้ได้ว่า “คุณอยากได้อะไรจากงาน…แล้วงานให้กับอะไรกับคุณ” จงมองหาเป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จอยู่เสมอ เพราะนั่นจะทำให้คุณไม่เคว้งคว้างเลื่อนลอยกับการทำงาน สำหรับบางคนอาจมีเป้าหมายเพียงเพื่อเก็บเงินท่องเที่ยวตามประสาสาวโสด ส่วนบางคนอาจหวังถึงการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว แต่งานที่ชอบก็สำคัญ เพราะหากคุณมัวแต่ทำงานที่ตัวเองไม่สนใจไปวันๆ และไร้ประโยชน์ในระยะยาว คุณคงต้องเซ็งกับงานแน่ๆ

สร้างอารมณ์ในการทำงาน

‘แรงบันดาลใจ’ สำคัญที่สุด หากคุณไม่มีสิ่งนี้คุณจะเอากำลังใจจากไหนมาฮึดสู้ มันคงเกิดเองได้ยาก
ก่อน อื่นให้ย้อนมองดูตัวเอง นิสัยเสียๆ ที่ผ่านมาก็ให้มันผ่านไปดีกว่า แล้วมาคิดว่าทำอย่างไรให้ตัวคุณคงความกระตือรือร้น ไม่ให้ถอยกลับไปสู่ความเบื่อเดิมๆ อีก

ลองออกไปข้างนอกซะบ้าง หายใจเอาอากาศสดชื่นเข้าปอด รับแสงแดดซะหน่อย ดื่มน้ำสักแก้ว ทำอารมณ์ให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า หรือทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คุณสามารถ…ยิ้มออก เล็กๆ น้อยๆ แค่นี้อาจทำให้คุณหายเซ็งขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ…ลองทำดูสิ

ทั้งหมดนั่น คือการสร้างคุณค่าให้ตนเองด้วยตัวคุณเอง หากทำทุกวิถีทางแต่ความเบื่อหน่ายยังไม่จางหายไป คงต้องกลับมานั่งพิจารณากันใหม่อีกรอบว่า คุณเบื่องานปัจจุบันเข้าจริงๆ แล้วล่ะ แน่นอนว่าหากเป็นเช่นนี้คงถึงเวลาโบกมือบ๊ายบายบริษัทเก่าของคุณเสียที

สัญญาณบอกเหตุ…ถึงเวลาบอกลาบริษัท

                

- ฝันกลางวันบ่อยๆ แทนที่จะขะมักเขม้นกับการทำงาน กลับกลายเป็นว่าคุณเริ่มนั่งใจลอยฝันกลางวันมากขึ้น มองเห็นโลกแห่งความฝันดีกว่าโลกในความเป็นจริงที่มีงานกองเต็มอยู่ตรงหน้า

- อยู่นิ่งมากขึ้น จากที่เคยขันอาสา กุลีกุจอรับทำงานพิเศษในแต่ละโปรเจ็กต์ที่บริษัทจัดขึ้น แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าคุณเฉยชากับสิ่งต่างๆ รอบตัว ไม่อยากหยิบจับอะไรเลย

- เรื่องเล็กน้อยก็ทำให้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟได้ เช่น แค่มีคนทำกาแฟหกที่พื้นทางเดิน ก็ทำให้คุณอารมณ์เสียไปตลอดทั้งวัน

- ไม่เห็นจุดหมายของตัวเอง มองไม่ออกเลยว่าอีก 5 ปีข้างหน้าอนาคตจะอยู่ตรงไหนของบริษัท มองไม่เห็นว่าตำแหน่งต่อไปคืออะไร หรือไม่หวังที่จะได้เลื่อนตำแหน่งอีกแล้ว

- ไม่ใส่ใจอะไรเลย ประมาณว่าเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้างๆ กลับจากลาพักร้อน ถามไถ่คุณว่าช่วงที่เธอไม่อยู่นั้นสถานการณ์ในออฟฟิศเป็นอย่างไรบ้าง คุณบอกว่าไม่เห็นมีอะไรเลย เหมือนทุกๆ วันที่ผ่านมา (แล้วก็ผ่านไป) นั่นแหละ แสดงว่าคุณไม่ใส่ใจสิ่งรอบข้างเลย

- ใช้เวลาทานอาหารกลางวันยาวนานกว่าปกติ จากเมื่อก่อนที่มีความรู้สึกว่า เอาเวลานั่งเมาท์ช่วงพักเที่ยงไปทำงานดีกว่า แต่เดี๋ยวนี้คิดว่าใช้เวลาพักเที่ยงให้นานขึ้น จากชั่วโมงเดียวเอื่อยเฉื่อยไปถึงสองชั่วโมงได้โดยที่คุณไม่รู้สึกผิดอะไร แถมมีความสุขซะอีก

แต่จำไว้ว่า ความเบื่อจากการทำงานย่อมมีขึ้นและมีลง เป็นเรื่องปกติธรรมดา!!! อย่าถึงกับหมกมุ่นค้นหาคำตอบถึงขั้นลาออกหนีความทุกข์ไปเลย เพราะการออกจากงานโดยไม่มีงานใหม่รองรับ (ตกงาน) ยิ่งจะทำให้เซ็งชีวิตหนักขึ้น สมัยนี้ใช่ว่าจะหางานกันได้ง่ายๆ พานทำให้ความมั่นใจและกำลังใจต่างๆ ลดน้อยถอยลงถึงขั้นติดลบเอาง่ายๆ

ฉะนั้น เซ็งงานเมื่อไหร่ให้รีบบอกตัวเองว่า “ล้มไปก็เป็นทุกข์ ลุกขึ้นมาสู้ดีกว่า” แม้ต้องฮึดหนักหน่อย แต่ก็คุ้มค่า

ซื้อปริ้นเตอร์รุ่นไหนดี เรามีคำตอบให้คุณ

ต่อมาเป็นจำนวนที่สำเนาที่เครื่องสามารถทำได้ เช่น 1 ต้นฉบับ 3 สำเนา, 1 ต้นฉบับ 4 สำเนา ไปจนถึง 1 ต้นฉบับ 7 สำเนา ส่วนนี้แล้วแต่ความ ต้องการของผู้ใช้ครับ กระดาษก็เป็นเรื่องสำคัญครับแต่ในพริ้นเตอร์ Dotmatrix แล้วจะใช้กระดาษต่อเนื่องที่เป็นทำเป็นสำเนา ความกว้างของกระดาษ ก็เป็น ส่วนหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงครับ ถ้าเครื่องพิมพ์มีความกว้างของกระดาษไม่พอ ก็ทำให้ไม่สามารถพิมพ์งานได้ครับ ในส่วนอื่นๆ ก็เหมือนๆกันไม่ได้แตกต่างกันมาก ช่องต่อพอร์ต เป็น Parallel โดยส่วนใหญ่ มีไม่กี่รุ่นที่ต่อพอร์ต USB ได้ด้วย ที่น่าพิจารณาก็อยู่ตรงที่หน่วยความจำบัฟเฟอร์ยิ่งมาก ยิ่งดีครับเพราะเครื่องจะ มีความยืดหยุ่นในการทำงานสูงขึ้น และเรื่องของราคาเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ประเภทนี้มีราคาค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร แต่ถ้าคิดถึงโดยรวมแล้วคุ้มครับเนื่องจากผู้ใช้ ไม่ต้องเสียเวลา ซื้อน้ำหมึกมาเติมอยู่บ่อยๆเหมือนเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ประเภทอื่นส่วนราคาผ้าหมึกเวลาซื้อเปลื่ยนก็ไม่แพงมาก ถ้าหากกำลังมองหาพริ้นเตอร์ประเภท นี้อยู่ก็คงต้องพิจารณาให้ดีนิดนึงนะครับ

เครื่องอิงค์เจ็ตพริ้นเตอร์ (Inkjet Printer) เหมาะสมสำหรับการใช้งานโดยรวม สามารถพิมพ์เอกสาร รูปภาพที่เป็นขาว-ดำ และสีได้

เครื่องอิงค์เจ็ตพริ้นเตอร์ (nkjet Printer) เป็นประเภทที่เหมาะสมกับผู้ใช้ทั่วไปทุกระดับตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงสำนักงานใหญ่ ๆ และกำลังได้รับความ นิยมมากที่สุดในตลาดบ้านเราขณะนี้ เนื่องจากมีราคาตั้งแต่ไม่กี่พันบาท ไปจนถึงหลักหมื่นเลยที่เดียวสำหรับการเลือกซื้อเครื่องประเภทนี้จำเป็นต้อง ดูอะไร หลายๆอย่างประกอบกัน เหมือนเดิมครับว่าต้องดูการใช้งานของผู้ใช้เป็นหลักว่าต้องการใช้เครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ประเภทนี้เน้นในด้านใดเป็นหลัก อันนี้ก็สืบเนื่องมา จากว่าเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ประเภทนี้มีขายในตลาดบ้านเรามากมายหลายรุ่นจริงๆ ในแต่ละรุ่นมีการทำงานที่แตกต่างกันหลายอย่างเลยทีเดียว คือมีจุดเด่นที่แตกต่าง กันนั้นเอง พริ้นเตอร์ประเภทInkjet พิมพ์งานโดยใช้ตลับน้ำหมึก เวลาเลือกซื้อต้องดูด้วยว่ารุ่นนี้ใช้ตลับน้ำหมึกแบบไหนรุ่นอะไร ตลับสีและดำ ราคาเท่าไรแต่ ละแบรนด์ราคาตลับหมึกถูกบ้างแพงบ้างต่างกันไป อย่างบางรุ่นราคาพริ้นเตอร์ไม่แพงมากแต่ราคาตลับเป็นพันบาทก็มี ตรงส่วนนี้ต้องดูให้ละเอียดครับ

เรื่องของคุณภาพของน้ำหมึกมีขอแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยบ้างรุ่นตลับสี แบบรวมไม่ได้แยกเป็นสี ตรงจุดนี้แบบรวมจะมีข้อเสียเล็กน้อยที่ถ้าตลับสีแบบ รวมสีหนึ่งสีใดหมดต้องเปลี่ยนทั้งตลับเลย ไม่เหมือนกับแบบแยกสีที่ถ้าสีใดหมดก็เปลื่ยนเพียงสีนั้นสีเดียวได้แต่ ปัจจุบัน รุ่นใหม่ๆที่ใช้ตลับหมึกสีแบบรวมมี เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้น้ำหมึกสีหมดแบบพอๆกัน เพื่อนำมาแก้ปัญหาตรงจุดนี้ หากผู้ใช้เน้นทำงานกราฟิกเป็นส่วนใหญ่ขอแนะนำให้ใช้พริ้นเตอร์ที่มีตลับหมึก สี แยกจะดีกว่าเพราะจะประหยัดกว่ามากครับ ส่วนผู้ใช้ที่เน้นการทำงานปกติ มีพิมพ์ภาพบ้างใช้แบบตลับหมึกสีรวมก็พอแล้วครับ

Canon PIXMA iP90
Epson Stylus Photo R800
HP Photosmart 8150
Lexmark P915

ต่อไปก็เป็นค่าความละเอียดของตัวเครื่องให้เลือกที่ความเหมาะสมดูไป แล้ว เมื่อเทียบกับในปัจจุบันคงต้องเลือกค่าความละเอียดไม่ต่ำกว่า 1200×1200 จุดต่อตารางนิ้ว สำหรับผู้ที่ใช้งานปกติ ตรงนี้ไม่ใช่ว่าความละเอียดต่ำกว่านี้จะไม่ดีนะครับ แต่เพื่อการทำงานในอนาคตและราคาก็แตกต่างกัน เล็กน้อย สำหรับผู้ที่ทำงานกราฟิก ออกแบบน่าจะเลือกความละเอียดประมาณ 4,800 x 1,200 จุดต่อตารางนิ้ว ขนาดช่องใส่กระดาษก็ปกติ A4 หากมีทุนหน่อยก็ เลือกเครื่องที่ใส่กระดาษขนาด A3 ได้ไปเลย ส่วนช่องพอร์ตจะมีตั้งแต่ Parallel, USB 1.1/2.0 ให้เลือกที่เป็น USB ครับเพราะการรับส่งข้อมูลจะเร็วกว่า แบบParallel เรื่องราคาอยู่ที่ความพอใจเลยครับ ราคาถูกประสิทธิภาพการทำงานต่างก็ลดลงเช่นกัน ถ้าต้องการเครื่องที่มีประสิทธิภาพ ในการทำงานสูงก็ลง ทุนหน่อยนะครับ สำปัจจุบันนี้เครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ แบบ Inkjet สามารถจะพิมพ์รูปภาพจากกล้องดิจิตอลโดยตรงได้โดยที่ไม่ต้องเชื่อมต่อกับ เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ สามารถอ่านสื่อบันทึกข้อมูลแบบ Memory Stick, MulitMedia Card(MMC), Secure Disk(SD), CompactFlash (CF) และ XD เหมาะสำหรับ หรับผู้ใช้ที่มีกล้องดิจิตอลอยู่แล้วต้องการเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ที่สามารถพิมพ์ภาพได้ บางรุ่นก็มีหน้าจอบนตัวเครื่องทำให้สามารถเลือกดูภาพจากตัวเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ได้ก่อนที่จะพิมพ์ บางรุ่นก็ไม่มีแต่ก็สามารถดูภาพที่ตัวกล้องแทนได้ ในส่วนกระดาษที่ใช้ถ้าเป็นการพิมพ์เอกสารธรรมดาประเภท Word, Excel ควรจะใช้ กระดาษที่ใช้ควรจะเป็นกระดาษที่มีความหนา 80 แกรมขึ้นไปครับ เพราะความหนาของกระดาษจะช่วยให้ตัวอักษรที่พิมพ์ออกมาอีกความคมชัดด้วย ถ้าเป็นการ พิมพ์รูปภาพ ควรจะใช้กระดาษโฟโต้เหมาะที่สุดครับ คุณภาพในด้านสีและความละเอียดที่ออกมาจะทำให้สามารถแสดงสีได้ไม่ผิดเพี้ยน มากเกินไป

พอร์ตการเชื่อมแบบ PicBridge สำหรับเชื่อมต่อโดยตรงกับกล้องดิจิตอล และสั่งพิมพ์รูปภาพได้ทันที
Card Reader ที่ติดตั้งมาบนตัวเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ทำให้เพิ่มความสะดวกในการทำงานยิ่งขึ้น

Printer การเลือกซื้อเครื่อง พริ้นเตอร์ อย่างไรให้โดนใจคุณ

การเลือกซื้อเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ไว้ ใช้งานสักเครื่องหนึ่ง ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการเลือกซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ เลย เพียงแต่ผู้ซื้อควรจะมีความรู้เกี่ยวกับตัวสินค้าสักหน่อยเท่านั้น ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในที่นี้อย่างเช่น การอ่านสเปกอย่างคร่าวๆ ของเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ได้ สามารถอ่านแล้วทำความเข้าใจได้ว่า ความสามารถของสินค้าชนิดนั้นๆ สามารถทำอะไรด้มั่ง มีความละเอียดในการพิมพ์เท่าไร่? สามารถหยดน้ำหมึกได้เล็กที่สุดกี่พิโคลิตร? แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น การเลือกซื้อเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ยังต้องคำนึงถึงในเรื่องของประสิทธิภาพในการทำงาน ราคาของเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ งบประมาณที่จะซื้อ รวมไปจนถึงประสิทธิภาพของเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ที่ซื้อมาใช้งานแล้ว คุ้มค่ากับเงินทองที่เสียไปหรือไม่ ถ้าทำอย่างนี้การเลือกซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือการเลือกซื้อเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ สำหรับผู้ใช้หลายๆ ท่านก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากแล้วครับ

มาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่าครับว่า เครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ที่มีขาย หรือใช้งานกันในปัจจุบันนี้มีเครื่องพรินเอร์แบบใดกันบ้าง เราสามารถแบ่งเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ได้เป็น
1) เครื่องดอตเมตริกซ์พริ้นเตอร์ (Dotmatirx Printer)
2) เครื่องฟิล์มพริ้นเตอร์ (Film Printer)
3) เครื่องอิงค์เจ็ตพริ้นเตอร์ (Inkjet Printer)
4) เครื่องมินิพริ้นเตอร์ (Mini Printer)
5) เครื่องเลเซอร์พริ้นเตอร์ (Laser Printer)
6) เครื่องไลน์พริเตอร์ (Line Printer)
7) เครื่องมัลตฟังก์ชัน (Multifunction Printer) หรือ All-In-One (AIO)
8) เครื่องพล็อตเตอร์ (Plotter)

ในการเลือกซื้อ Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายๆอย่างประกอบกัน ซึ่งในแต่ละองค์ประกอบนั้นมีความสำคัญไม่แพ้กัน ในการเลือกซื้อ ตรงนี้จะทำให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์สูงสุด คือเกิดความคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแต่ที่แน่ ๆ สิ่งแรกควรพิจารณาจากการใช้งานเป็นหลักว่า ผู้ใช้ต้องการPrinter พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ไปใช้งานประเภทใดเป็นส่วนใหญ่ เพราะพริ้นเตอร์แต่ละรุ่นเน้นการทำงานที่ต่างกันในตลาดเมืองไทยของเรามี พริ้นเตอร์ให้เลือกซื้ออยู่มากมายหลายรุ่น หลาก หลายประเภทโดยแต่ละรุ่นก็มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคา การใช้งาน ส่วนในประเภทของ Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ นั้นที่เห็นอย่างชัดเจนในปัจจุบัน มีอยู่ ด้วยกันถึง 4 ประเภท เนื่องจาก Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ มีการเพิ่มเติมเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น การใช้งานมีความ หลากหลายมากขึ้นจนตอนนี้เครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องพิมพ์ธรรมดาไปเสียแล้ว เช่น ในบ้างรุ่นสามารถพิมพ์งานด้านกราฟิกที่มีความละเอียดสูงๆ พิมพ์ภาพถ่ายได้แล้ว จากประเภทของพริ้นเตอร์ที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วนั้นแบ่งได้ดังนี้ครับ

เครื่องดอตเมตริกซ์พริ้นเตอร์ (Dotmatix Printer) เหมาะสมสำหรับห้างร้าน ผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางหรือผู้ใช้ที่ต้องการเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ที่สามารถ ทำสำเนาได้

เครื่องดอตเมตริกซ์พริ้นเตอร์ (Dotmatix Printer) นี้การพิมพ์โดยใช้หัวเข็มครับ ไม่ได้ใช้เป็นหัวพ่นจึงไม่จำเป็นจะต้องซื้อน้ำหมึกแต่ต้องซื้อผ้าหมึกแทน คล้ายๆ กับ เครื่องพิมพ์ดีดแบบปกติทั่วไป ทำให้ผู้ใช้ประหยัดเงินค่าซื้อน้ำหมึกไปได้มาก เนื่องจากผ้าหมึกมีอายุการใช้งานสูงกว่าใช้น้ำหมึกมากหลายเท่า เหมาะกับการใช้ งานในสำนักงานที่ต้องการใช้พิมพ์เพียงเอกสารแบบปกติ อย่างพวกใบเสร็จต่างๆ และงานพิมพ์ทั่วไป ในด้านการใช้งานตัวเครื่องมีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้ ได้กับกระดาษหลายประเภท ในการเลือกซื้อพริ้นเตอร์ประเภทนี้เรื่องความละเอียดในการพิมพ์เรามองข้ามไป ได้เลยครับเพราะปกติของ Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ Dotmatix ค่าความละเอียดสูงสุดแล้วอยู่ที่ 360×360 จุดต่อตารางนิ้วทั้งหมด (ที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดบ้านเราครับ) จำนวนหัวเข็มของเครื่องพิมพ์จะมีตั้งแต่ 24 หัวเข็ม 32 หัวเข็ม ยิ่งจำนวนหัวเข็มมากก็จะทำให้งานที่พิมพ์ออกมามีความละเอียดขึ้น ความเร็วในการพิมพ์ตัวอักษรมีตั้งแต่ 192 ต่อCPS, 240, 264, 300, 360, 375, 390, 400, 432, 450 จนถึง 504 ต่อCPS (CPS คือ ความเร็วในการพิมพ์ตัวอักษรต่อนิ้ว) เห็นได้ว่าเพียงความเร็วในการพิมพ์ตัวอักษรก็มีให้เลือก มากแล้ว ส่วนนี้คงอยู่ที่ความพอใจของผู้ซื้อเองว่าจะเลือกความเร็วที่เท่าไรค่าความ ต่างในการพิมพ์ไม่ได้ต่างกันมากเพียงไม่กี่วินาทีต่อแผ่น